2006/Jul/14

ระบบสุริยะ

ในปัจจุบันมีหลักฐานและเหตุผลสรุปได้ว่า ระบบสุริยะของเราเป็นส่วนหนึ่งของดาราจักร
ทางช้างเผือก ซึ่งมี ดวงอาทิตย์ เป็นศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์ 9 ดวง ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และ อุกกาบาต โคจรอยู่โดยรอบ นอกจากนี้ยังมีดวงจันทร์บริวารโคจรรอบดาวเคราะห์ต่าง ๆ อีกด้วย
ดาวเคราะห์ทั้ง 9 ดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ (เรียงลำดับจากที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด) ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และ ดาวพลูโต ซึ่งดาวเคราะห์แต่ละดวงจะมีขนาดและจำนวนดวงจันทร์บริวารไม่เท่ากัน และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะทางต่าง ๆ กัน
ในการศึกษาดาวเคราะห์ต่าง ๆ นั้น เราสามารถใช้โลกเป็นหลักในการแบ่งประเภท โดย
ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลกจัดเป็น ดาวเคราะห์วงใน ได้แก่ ดาวพุธกับดาวศุกร์ และดาวเคราะห์ที่อยู่ถัดจากโลกออกไปจัดเป็น ดาวเคราะห์วงนอก ได้แก่ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวพลูโต
นอกจากนี้ เราอาจแบ่งดาวเคราะห์ออกเป็น ดาวเคราะห์ชั้นใน และ ดาวเคราะห์ชั้นนอก โดยดาวเคราะห์ชั้นในจะโคจรใกล้กับดวงอาทิตย์ มีขนาดค่อนข้างเล็ก องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นหิน และมีดวงจันทร์บริวารจำนวนน้อยหรือไม่มีเลย ซึ่งได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ส่วนดาวเคราะห์ชั้นนอก คือ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน และดาวพลูโต จะโคจรห่างออกไปจากดวงอาทิตย์ มีขนาดใหญ่กว่า องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นแก๊ส และมีดวงจันทร์บริวารจำนวนมาก (ยกเว้นดาวพลูโตที่มีขนาดเล็ก องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นหิน และมีดวงจันทร์บริวาร
เพียง 1 ดวง)
ดวงอาทิตย์
ดวงอาทิตย์กำเนิดขึ้นประมาณ 4,500 ล้านปีมาแล้ว มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นแก๊ส (แก๊สไฮโดรเจนประมาณ 75% แก๊สฮีเลียมประมาณ 25% และโลหะต่าง ๆ ประมาณ 0.1%) ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 864,000 ไมล์ และอยู่ห่างจากโลกประมาณ 93 ล้านไมล์ แต่ก็ยังสามารถให้พลังงานแสงสว่างและพลังงานความร้อนได้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะดวงอาทิตย์ประกอบด้วยเปลวเพลิงที่เกิดจากการสลายตัวของแก๊สไฮโดรเจนไปเป็นแก๊สฮีเลียม ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนสูงมาก โดยดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิที่พื้นผิวประมาณ 11,000 องศา
ฟาเรนไฮต์ และอุณหภูมิที่ศูนย์กลางประมาณ 35,000,000 องศาฟาเรนไฮต์
ดาวเคราะห์น้อย
ดาวเคราะห์น้อยเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก้อนหินและก้อนแร่ธาตุขนาดเล็ก ๆ เกาะกันเป็นวงแหวนโคจรรอบดวงอาทิตย์ โดยจะอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี
ดาวหาง
ดาวหางประกอบด้วยฝุ่นผง ก้อนน้ำแข็งและแก๊สแข็งตัว ซึ่งจะโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีมาก ขณะที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์จะไม่มีหาง ไม่มีแสงสว่าง แต่เมื่อโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ พลังงานจากดวงอาทิตย์ทั้งในรูปของความร้อนและลมสุริยะจะทำให้น้ำแข็งกลายเป็นไอ ดาวหางจะขยายใหญ่ขึ้น สว่างขึ้น และพลังงานดังกล่าวจะทำให้หางของดาวหางพุ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ ทั้งนี้ หางของดาวหางจะมีทั้งฝุ่น แก๊สและโมเลกุลที่เป็นประจุไฟฟ้า
อุกกาบาต
อุกกาบาตเป็นวัตถุที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศ เมื่อเข้าใกล้โลกจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงดูดเอาไว้ให้ตกลงสู่ผิวโลก ซึ่งก็จะเกิดการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศของโลกลุกไหม้ขึ้นเห็นเป็นแสงสว่างพุ่งเป็นทางลงมาจากท้องฟ้า โดยแสงสว่างที่เห็นเป็นทางนี้ชาวบ้านเรียกว่า ดาวตกหรือผีพุ่งไต้ ส่วนที่เหลือจากการลุกไหม้ก็จะตกลงมาสู่ผิวโลกกลายเป็นลูกอุกกาบาต
ดาวพุธ
ดาวพุธมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3,031 ไมล์ ไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวาร อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 36 ล้านไมล์ โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 88 วัน และหมุนรอบตัวเองใช้เวลา 58 วัน 15 ชั่วโมง 30 นาที ดังนั้น ดาวดวงนี้จึงหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์เพียงด้านเดียวเท่านั้น อีกด้านหนึ่งจะไม่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เลย และเนื่องจากดาวพุธอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุด จึงได้รับความร้อนมากที่สุด โดยด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูงถึง 800 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สามารถหลอมเหลวโลหะบางอย่าง เช่น ตะกั่วและดีบุกได้เป็นอย่างดี ส่วนด้านที่ไม่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ก็ยังมีอุณหภูมิสูงถึง 460 องศาฟาเรนไฮต์ ทั้งนี้ การที่อุณหภูมิในแต่ละด้านของดาวพุธแตกต่างกันมากก็เนื่องมาจากว่า ดาวพุธไม่มีชั้นบรรยากาศห่อหุ้ม จึงไม่มีการถ่ายเทความร้อนระหว่างกัน
ดาวศุกร์
ดาวศุกร์มีขนาดเล็กกว่าโลกเล็กน้อย อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 67,270,000 ไมล์ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 7,521 ไมล์ ไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวาร หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 243 วัน และโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 224.7 วัน ดาวศุกร์มีชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และเมฆของกรดซัลฟิวริก จึงสามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี ทำให้ดาวศุกร์เป็นดวงดาวที่
สุกใส ถ้ามองเห็นในเวลาย่ำรุ่งจะเรียกว่า ดาวประกายพรึก (Morning Star) ถ้ามองเห็นตอนย่ำค่ำจะเรียกว่า ดาวนำ (Evening Star) นอกจากนี้ ชั้นบรรยากาศที่ปกคลุมดาวศุกร์อยู่อย่างหนาแน่นยังเก็บกักความร้อนจากดวงอาทิตย์เอาไว้ ทำให้ดาวศุกร์มีอุณหภูมิสูงถึง 870 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งสูงที่สุดของดาวเคราะห์ทั้งหมดในระบบสุริยะ
โลก
โลกเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะที่พบสิ่งมีชีวิต มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 7,926 ไมล์ หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 24 ชั่วโมง และโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 365.26 วัน มีดวงจันทร์เป็นบริวาร 1 ดวง ผิวโลกประมาณ 3 ใน 4 ส่วนนั้นประกอบด้วยน้ำ โดยมีพื้นดินอยู่เพียง 1 ใน 4 ส่วน นอกจากนี้โลกยังมีชั้นบรรยากาศปกคลุมไว้ซึ่งประกอบด้วย แก๊สไนโตรเจน 78 % แก๊สออกซิเจน 21 % แก๊สอาร์กอน 0.9 % แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 0.03 % และแก๊สอื่น ๆ อีกในปริมาณเล็กน้อย
ดาวอังคาร
ดาวอังคารอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 141,600,000 ไมล์ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4,222 ไมล์ หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 24 ชั่วโมง 37 นาที 22 วินาที และโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 686.98 วัน มีดวงจันทร์เป็นบริวาร 2 ดวง ดาวอังคารมีชั้นบรรยากาศปกคลุมเช่นเดียวกับโลก แต่จะมีความหนาแน่นน้อยกว่าบรรยากาศของโลก โดยส่วนใหญ่เป็นแก๊สไฮโดรเจนกับแก๊สออกซิเจน อุณหภูมิบนดาวอังคารในเวลากลางวันจะประมาณ 70 องศาฟาเรนไฮต์ ขณะที่อุณหภูมิในเวลากลางคืนจะลดลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง
ดาวพฤหัสบดี
ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ดวงใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ มีดวงจันทร์เป็นบริวาร 16 ดวง อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 483,600,000 ไมล์ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 88,729 ไมล์ หมุนรอบตัวเองใช้เวลาเพียง 9 ชั่วโมง 55 นาที 30 วินาที และโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 11.86 ปี บรรยากาศของดาวพฤหัสบดีส่วนใหญ่เป็นแก๊สที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก และอุณหภูมิบนดาวพฤหัสบดีก็ต่ำมากถึง -200 องศาฟาเรนไฮต์
ดาวเสาร์
าวเสาร์เป็นดาวที่มีวงแหวน (ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยก้อนน้ำแข็ง) ล้อมรอบอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากดาวพฤหัสบดี อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 886,700,000 ไมล์ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 74,600 ไมล์ หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 10 ชั่วโมง 30 นาที และโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 29.5 ปี มีดวงจันทร์บริวาร 20 ดวง องค์ประกอบส่วนใหญ่ของดาวเสาร์เป็นแก๊สไฮโดรเจนและแก๊สฮีเลียม โดยอุณหภูมิบนดาวเสาร์ประมาณ -290 องศาฟาเรนไฮต์

ดาวยูเรนัส

ดาวยูเรนัสหรือดาวมฤตยูอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 1,784 ล้านไมล์ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 32,600 ไมล์ หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 17 ชั่วโมง 14 นาที แต่โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลานานถึง 84 ปี มีดวงจันทร์บริวาร 15 ดวง บรรยากาศของดาวยูเรนัสส่วนใหญ่เป็นแก๊สมีเทน ซึ่งดาวยูเรนัสจะมีอุณหภูมิต่ำถึง -350 องศาฟาเรนไฮต์ เนื่องจากอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มาก
ดาวเนปจูน
ดาวเนปจูนมีขนาดใกล้เคียงกับดาวยูเรนัส และบรรยากาศส่วนใหญ่ก็เป็นแก๊สมีเทนเช่นกัน อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 2,794,400,000 ไมล์ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 30,200 ไมล์ หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 16 ชั่วโมง 6 นาที และโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 164.8 ปี มีดวงจันทร์เป็นบริวาร 8 ดวง อุณหภูมิของดาวเนปจูนจะประมาณ -390 องศาฟาเรนไฮต์
ดาวพลูโต
ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดในระบบสุริยะ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1,429 ไมล์ อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 3,674,500,000 ไมล์ หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 6 วัน 9 ชั่วโมง 18 นาที และโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 247.7 ปี มีดวงจันทร์เป็นบริวาร 1 ดวง ดาวพลูโตเป็นดาวที่มืดและหนาวเย็นมาก อุณหภูมิบนดาวพลูโตจะต่ำกว่าดาวเคราะห์อื่น ๆ ในระบบสุริยะคือประมาณ -400 องศาฟาเรนไฮต์ เนื่องจากอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุด บรรยากาศของดาวพลูโตประกอบไปด้วยแก๊สมีเทนและแก๊สไนโตรเจนเป็นส่วนใหญ่

2006/Jul/06

ป.ล.ขอนอกเรื่องนิดหนึ่งนะคะ บังเอิญเข้าไปในเวบพลังแล้วเจอ ชอบค่ะ อยากให้คนอื่นๆรู้ด้วย

ก๊าซธรรมชาติไม่ใช่ของประหลาด เป็นปิโตรเลียมชนิดหนึ่งที่มีอยู่ทั่วไปในโลกของเราตั้งแต่โบราณกาลแล้ว เมื่อหลายล้านปีก่อนพื้นผิวโลกส่วนใหญ่เป็นทะเลเต็มไปด้วยสัตว์และพืชนานาพันธุ์ ซึ่งเมื่อตายลงก็ทิ้งซากทับถมกับโคลนทรายและกากตะกอนต่างๆ ที่ก้นทะเลซ้ำแล้วซ้ำเล่าซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ต่อมาชั้นซากสิ่งมีชีวิต โคลนทรายและกากตะกอนเหล่านี้ก็ค่อยกดอัดกันแน่นเข้าจนกลายเป็นหินชั้น หรือเรียกว่าหินดินดาน หินตะกอน ส่วนซากผุพังของพืชและสัตว์แปรสภาพไปเป็นก๊าซและน้ำมันเนื่องด้วยความร้อนความกดดันและปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ที่สลับซับซ้อนของผิวโลก สะสมอยู่ในชั้นใต้ดิน ซากผุพังเหล่านี้เกิดการรวมตัวกันขึ้นเป็นสารประกอบของธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นหลัก ซึ่งสารประกอบประเภทไฮโดรคาร์บอนนี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบ

แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมเกิดจากการปรับตัวของเปลือกโลก สภาพของชั้นหินจะเกิดการโค้งงอหรือเลื่อนตัวออกจากกัน ทำให้ปิโตรเลียมที่สะสมอยู่ในชั้นหินเดิมถูกแรงบีบอัดให้เคลื่อนตัวมาอยู่ในโครงสร้างชั้นหินที่มีรูพรุนเหมือนกับน้ำที่อยู่ในฟองน้ำกลายเป็นแหล่งน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะอยู่ที่ระดับความลึกต่างๆ กัน ตั้งแต่ 100 ฟุต จนถึงหลายกิโลเมตร

จนเมื่อประมาณไม่ถึง 200 ปีที่ผ่านมานี้เอง มนุษย์เริ่มพัฒนาสร้างเครื่องจักรไอน้ำเพื่อใช้กับรถยนต์ รถไฟ และสิ่งต่างๆ สารพัดซึ่งจะต้องตัดไม้มาเผาเป็นเชื้อเพลิง ตัดเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยจะพอเพราะความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นทุกทีจนมีมนุษย์หัวดีคิดค้นหาพลังงานแบบอื่น ๆ มาใช้และสำรวจพบน้ำมันดิบ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ สามารถนำขึ้นมาใช้กันตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เขาขุดหาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกันอย่างไร
1. เริ่มจากการสำรวจโดยการวัดคลื่นความไหวสะเทือน

เริ่มแรกก็ขอเช่าสัมปทานจากกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็เช่าเรือสำรวจมาสักลำมาสำรวจในพื้นที่สัมปทานของตัวเองในอ่าวไทย (ห้ามออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาต) โดยการยิงคลื่นเสียงทะลุชั้นหินลงไปพอคลื่นสะท้อนกลับมาก็จะมีอุปกรณ์คอยจับสัญญาณแล้วบันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ เสร็จแล้วก็เอาข้อมูลกลับมาสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ทันที

2. แปลข้อมูล
พอถึงกรุงเทพฯ ก็เอาข้อมูลไปใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่กว่าเดิมมาก แล้วก็มีนักธรณีวิทยาและนักธรณีฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญสมองใสหลายสิบคนช่วยกันกดเครื่องกันใหญ่

3. เจาะสำรวจ
เมื่อไม่แน่ใจก็ต้องลองเจาะสำรวจดู ทีมงานฝ่ายเจาะสำรวจก็เลยไปเช่าเรืออีกลำเพราะซื้อไม่ไหว แพงมาก เรียกว่า เรือเจาะสำรวจ ทำการเจาะหลุมสำรวจคล้ายๆ เจาะน้ำบาดาลตามชนบทนั่นแหละ แต่เครื่องมือนั้นใหญ่โตมโหฬาร เจาะหลุมนึงก็หลายวันแล้วย้ายไปเรื่อยๆ จนได้ตัวอย่างของหินบ้าง ทรายบ้าง แล้วก็ส่งกลับไปสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ เพื่อไปศึกษาวิเคราะห์กันอีกรอบ

4. เจาะหลุมผลิต
ปรึกษากันอยู่หลายตลบ ประชุมกันมากกว่า 200 ครั้ง ในที่สุดก็บอกว่าผลการเจาะสำรวจพบก๊าซธรรมชาติปริมาณมหาศาล หนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวว่าประเทศไทยเราจะโชติช่วงชัชวาล จากนั้นทีมวิศวกรฝ่ายออกแบบและก่อสร้างแท่นก็จัดการตั้งแท่นขนาดน้องๆ สนามฟุตบอล เป็นแท่นหลุมผลิตขนาดแท่นละ 600 ล้านบาท หนึ่งแท่นเจาะได้ประมาณ 12 20 หลุม จะเจาะเลี้ยวซ้ายแล้วขวา เจาะทแยงหรือดิ่งตรงลง เจาะผ่านชั้นหินลงไปหลายพันหลายหมื่นฟุตจนถึงแหล่งก๊าซที่หมายตาไว้ สำหรับค่าลงทุนในการเจาะหลุมละ 70 90 ล้านบาท เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลมีความเสี่ยงสูงมาก

5. ผลิตก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว
ถ้าหลุมเจาะประสบความสำเร็จ ก๊าซที่จะพุ่งขึ้นมาตามท่อด้วยแรงดันธรรมชาติ เพื่อส่งไปที่อีกแท่นหนึ่ง เรียกว่าแท่นผลิต วิศวกรฝ่ายผลิตเค้าได้ออกแบบไว้เพื่อทำการแยกน้ำและเศษกรวด หิน ดิน ทรายเล็กๆ ออกจากก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลวเพื่อส่งเข้าท่อส่งก๊าซใต้ทะเลขายให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ก๊าซธรรมชาตินำเข้าไปใช้เป็นพลังงานที่สะอาดในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้พวกเราใช้ ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลวหรือคอนเดนเสท นำไปใช้ในกระบวนการกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมอะโรเมติกส์ ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลวบางส่วนจะนำไปแยกที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ แล้วนำไปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อผลิตเม็ดพลาสติกและเส้นใยต่าง ๆ ทำให้พวกเรามีเสื้อผ้า รองเท้า รถยนต์ อุปกรณ์ของใช้ต่าง ๆ นานา มีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข ล้วนทำมาจากก๊าซที่ผลิตได้จากยูโนแคล

ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงและประสบความสำเร็จยากมาก ผู้ประกอบการต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล สรรหาบุคลากรที่มีความสามารถพร้อมกับพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีให้ควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง จากสถิติโลกอัตราการเสี่ยงของการสำรวจปิโตรเลียมจะอยู่ที่ 1 ต่อ 100 คือ ในหลุมเจาะจำนวน 100 หลุม จะมีโอกาสพบปิโตรเลียมเพียง 1 หลุมเท่านั้น


2006/Jul/05

อากาศทำหน้าที่ห่อหุ้มโลก ช่วยปรับอุณหภูมิของโลกให้พอเหมาะที่สิ่งมีชีวิตจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ ถ้าไม่มีอากาศปกป้องแล้ว ในเวลากลางวันพื้นโลกจะมีอุณหภูมิสูง 110 องศาเซลเซียล...ตายแน่ และในเวลากลางคืนอุณหภูมิของโลกจะลดต่ำลงประมาณ -180 องศาเซลเซียล...หนาวแน่ ซึ่งสิ่งมีชีวิตไม่สามารถจะดำรงชีวิตอยู่ได้
อากาศเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต อากาศมีอยู่ทั่วๆไปรอบตัวเรา บนพื้นดิน พื้นน้ำ บนภูเขา หรือกล่าวได้ว่า อากาศมีอยู่รอบโลก ตั้งแต่พื้นดินขึ้นไปจนถึงระดับสูงๆในท้องฟ้า เราเรียกอากาศที่อยู่รอบตัวเราและห่อหุ้มโลกเราอยู่นี้ว่า บรรยากาศ
ตารางแสดงส่วนประกอบของอากาศแห้ง

ส่วนประกอบของอากาศปริมาณ(ร้อยละโดยปริมาตร)
ก๊าซไนโตรเจน78.08
ก๊าซออกซิเจน20.95
ก๊าซอาร์กอน0.93
ก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์0.03
ก๊าซอื่นๆ0.01

อากาศแห้งคืออากาศที่ไม่มีไอน้ำนั่นเองซึ่งคงไม่มีจริงในสภาพธรรมชาติ

ตารางข้างล่างนี้บอกรายละเอียดได้มากกว่า ชอบแบบไหนเลือกเอา

ก๊าซ
สัญลักษณ์
ร้อยละ%
1. ไนโตรเจน
N
78.084
2. ออกซิเจน
O
20.946
3. อาร์กอน
A
0.934
4. คาร์บอนไดออกไซด์
CO2
0.033
5. นีออน
Ne
-
6. ฮีเลียม
He
-
7. คลิปตอน
Kr
-
8. เซนอน
Xe
รวมกัน 0.003
9. ไฮโดรเจน
H
-
10. มีเทน
CH4
-
11. ไนตรัสออกไซด์
N2O
-

อากาศ เป็น ส่วน ผสม ของ ก๊าซ ต่าง ๆ และ ไอ น้ำ ซึ่ง ส่วน ใหญ่ ได้ แก่ ก๊าซ ไนโตรเจน และ ก๊าซ ออกซิเจน นอก นั้น เป็น ก๊าซ อื่น ๆ ซึ่ง มี อยู่ เป็น จำนวน น้อย อากาศ มี อยู่ รอบ ๆ ตัว เรา ทุก หน ทุก แห่ง ทั้ง บน ยอด สูง สุด ของ ภู เขา และ ใน ที่ จอด รถ ใต้ ดิน อากาศ มี อยู่ ใน บ้าน มี อยู่ ใน โรง เรียน และ ใน รถ ยนต์ อากาศ ไม่ มี สี ไม่ มี รส ชาติ และ ไม่ มี กลิ่น

อากาศเป็นสสาร มีมวลและต้องการที่อยู่และมีปริมาตร เราเรียก อัตราส่วนระหว่างมวลและปริมาตรของอากาศนั้นว่า

ความหนาแน่นของอากาศ

จากการศึกษาความหนาแน่นของอากาศ พบว่าอากาศโดยทั่วๆไป ที่ผิวโลก บริเวณระดับน้ำทะเลมีความหนาแน่นประมาณ 1.2 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

นั่นคือ อากาศปริมาตร 1 ลูกบาศก์เมตรที่บริเวณระดับน้ำทะเล จะมีมวลประมาณ 1.2 กิโลกรัม


อากาศ เป็น ตัว นำ คลื่น เสียง ถ้า ไม่ มี อากาศ เรา จะ ไม่ ได้ ยิน เสียง อากาศ ยัง ใช้ เคลื่อน ย้าย สิ่ง ต่าง ๆ อากาศ ทำ ให้ เรือ ใบ แล่น ข้าม ทะเล สาบ ทำ ให้ ใบ กังหัน ของ กังหัน ลม ใน ท้อง นา หมุน เรา ใช้ อากาศ ใน การ เล่น ว่าว เป่า ลูก โป่ง และ สูบ ลม ลูก บอล เรา ทุก คน ต่าง ใช้ อากาศ ทำ กิจ กรรม ต่าง ๆ มาก มาย ใน แต่ ละ วัน
มนุษย์ หาย ใจ เอา อากาศ เข้า ไป เพื่อ มี ชีวิต อยู่ รอด เรา ทุก คน สามารถ มี ชีวิต รอด อยู่ ได้ เพียง 2-3 นาที เท่า นั้น หาก ขาด อากาศ หาย ใจ

อากาศ ช่วย ค้ำ จุน ชีวิต ของ พืช และ สัตว์ ที่ อาศัย อยู่ ใน โลก อากาศ ใน ชั้น บรรยากาศ ยัง ช่วย ปก ป้อง พืช บน โลก จาก รังสี ที่ เป็น อันตราย ของ ดวง อาทิตย์ และจ ากความ ร้อน ที่ รุน แรง

ประโยชน์ของบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก มีดังนี้

1. ช่วยปรับอุณหภูมิของโลกให้พอเหมาะที่สิ่งมีชีวิตจะดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยบรรยากาศมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกทั้งในเวลากลางวัน
และกลางคืนดังตาราง

แสดงผลของบรรยากาศที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก

เวลา
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก
มีบรรยากาศห่อหุ้มโลก
ไม่มีบรรยากาศห่อหุ้มโลก
กลางวัน

ความร้อนจากดวงอาทิตย์จะถูกอากาศที่ห่อหุ้ม
โลกดูดกลืนไว้บางส่วนจึงทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างช้าๆ

อุณหภูมิบนพื้นโลกจะสูงขึ้น
ประมาณ 110 องศาเซลเซียส

กลางคืน
อากาศจะช่วยให้โลกเย็นตัวลงอย่างช้าๆ

อุณหภูมิบนพื้นโลกจะต่ำมากจนถึง
ประมาณ -180 องศาเซลเซียส

2. ทำให้เกิดปรากฎการณ์ทางลมฟ้าอากาศ เช่น เมฆ หมอก ฝน ลม พายุ และหิมะ

3. ช่วยป้องกันภัยอันตรายจากรังสีและอนุภาคต่างๆมาจากนอกโลกได้ เช่น ดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเลต ( รังสีเหนือม่วง )

4. ช่วยทำให้วัตถุนอกโลก เช่น อุกกาบาตเสียดสีกับอากาศแล้วลุกไหม้จนหมดไป หรือมีขนาดเล็กลงเมื่อตกถึงผิวโลก

ก๊าซ แต่ ละ ชนิด ใน อากาศ ล้วน มี ความ สำคัญ ทั้ง สิ้น โดย แต่ ละ ชนิด จะ ช่วย ปก ป้อง สิ่ง มี ชีวิต ก๊าซ ทุก ชนิด ใน อากาศ จำ ต้อง มี ความ สมดุล ตัว อย่าง เช่น หาก ระดับ ของ ออกซิเจน ใน อากาศ ลด ลง ใน ทัน ที เรา จะ หาย ใจ ด้วย ความ ยาก ลำบาก หาก ก๊าซ ต่าง ๆ ใน อากาศ ขาด ความ สมดุล รังสี ที่ เต็ม ไป ด้วย ความ อันตราย จาก ดวง อาทิตย์ สามารถ เข้า สู่ บรรยากาศ ของ เรา ได้

แนะนำก๊าซ 2 ฃนิดในบรรยากาศ

โอโซน(ozone)เป็นก๊าซที่สำคัญมากต่อมนุษย์ เพราะช่วยดูดกลืนรังสีอุลตราไวโอเลต
ที่มาจากดวงอาทิตย์ ไม่ให้ตกสู่พื้นโลกมากเกินไป
ถ้าไม่มีโอโซนก็จะทำให้รังสีอุลตราไวโอเลตเข้ามาสู่พื้นโลกมากเกินไป 
ทำให้ผิวหนังไหม้เกรียม แต่ถ้าโอโซนมีมากเกินไปก็จะทำให้รังสีอุลตราไวโอเลต
มาสู่พื้นโลกน้อยเกินไปทำให้มนุษย์ขาดวิตามิน D ได้ 
โดยโอโซนนี้เป็นก๊าซที่ประกอบด้วย
 ออกซิเจน 3 อะตอมรวมกัน 
ปัจจบันมีการตรวจพบร่อยโหว่ของโอโซน ในชั้นบรรยากาศขนาดใหญ่แถวขั้วโลกแล้ว

ซีเอฟซี (CFC=Chlorofluorocarbon)เป็นก๊าซที่ประกอบด้วย
 คาร์บอน ฟลูออรีน คลอรีน
 ซึ่งได้นำมาใช้ในอุตสาหกรรมบางชนิด 
เช่น ผลิตพลาสติก โฟม ฯ 
โดยก๊าซCFCนี้มีนำหนักเบามาก
 ดังนั้น เมื่อปล่อยสู่บรรยากาศมากขึ้นจนกระทั่งถึงชั้นสตราโตสเฟียร์ 
CFCจะกระทบกับรังสีอุลตราไวโอเลตแล้วแตกตัวออกทันที
เกิดอะตอมของคลอรีนอิสระที่จะเข้าทำปฏิกริยากับโอโซน
 ได้สารประกอบมอนอกไซด์ของคลอรีน และก๊าซออกซิเจน 
จากนั้น สารประกอบมอนอกไซด์จะรวมตัว
กับอะตอนออกซิเจนอิสระ เพื่อที่จะสร้างออกซิเจนและอะตอมของคลอรีน 
ปฏิกริยานี้จะเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด โดยคลอรียอิสระ 1 อะตอมจะทำลายโอโซน
ไปจากชั้นบรรยากาศได้ถึง 100,000โมเลกุล
คิดคูว่าหายนะขนาดไหน...................

จาก http://dlearn.swu.ac.th แหล่งเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย



ร้อตติ้ง
View full profile